Wednesday, February 05, 2014

เว็บที่ดีคือเว็บที่ยังทำไม่เสร็จ

อย่าเพิ่งงงกันนะครับ เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ผู้คนส่วนใหญ่มักมุ่งทำเว็บไซต์ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อที่จะได้ไปทำอย่างอื่น ซึ่งหลายท่านก็พยายามประดิดประดอย ราวกับจะทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับเว็บไซต์ให้เสร็จไปในทีเดียว หรือ บางครั้งอาจจะกลัวว่าเวลามีคนเข้าเว็บแล้ว หากเว็บไม่พร้อมไม่สมบูรณ์แบบผู้ชมเว็บนั้นจะไม่เข้ามาอีก ดังนั้นกว่าเว็บไซต์จะออนไลน์ได้จริง ก็กินเวลานานมากเกินไป ทำให้ข้อมูลบางอย่างถึงกับเก่าไปแล้ว หรือต้องปรับเปลี่ยนข้อมูลใหม่ถ้าจะเปิดออนไลน์กันจริงๆ

จากประสบการณ์ของผมพบว่า เว็บไซต์ที่ดีนั้นต้องมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์ ข้อมูลมีการปรับเพิ่มบางอย่างมีแก้ไขปรับปรุง ทำให้เว็บดูมีความสดใหม่ และน่าติดตามอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นเวอร์ชั่นเริ่มต้นของเว็บไซต์ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่างครบ เราสามารถปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเข้าไปได้ในภายหลัง คอยดูผลตอบรับจากผู้ชม คำติชม และ นำมาใช้ในการพัฒนา และตราบใดที่ยังต้องการให้เว็บไซต์มีคุณภาพ กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์นี้ก็จะไม่มีวันเสร็จ เพราะเมื่อเว็บเสร็จหมายถึง เว็บนั้นกำลังจะตายนั่นเอง

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่สำคัญในปัจจุบัน เว็บไซต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลอยู่สม่ำเสมอ พวกเสริชเอนจิ้น จะชอบมากเป็นพิเศษ อันดับหน้าเว็บ  ในเสรชเอนจิ้น จะมีแนวโน้มที่ดีกว่าเว็บอื่นที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลย และเสริชเอนจิ้นจะกลับมาเก็บข้อมูลหน้าเว็บบ่อยครั้งกว่าเว็บที่ไม่ได้มีการอัพเดต ดังนั้นบางครั้งถ้าท่านมีข้อมูลที่จะนำเสนอจำนวนมาก และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแสดง ผมแนะนำให้ค่อยๆ ทยอยนำขึ้นเว็บไซต์ไปน่าจะดีกว่าครับ ข้อมูลที่ขึ้นแสดงในเว็บไซต์ถ้าเป็นข้อมูลทั่วไปที่สามารถอ่านได้ทุกช่วงของเวลา ไม่จำเป็นจะต้องลบออกจากเว็บไซต์ เพราะถ้ามีข้อมูลมากๆ ในเว็บไซต์ โดยที่ข้อมูลนั้นยังคงมีคุณค่า จะยิ่งทำให้หน้าเว็บที่เข้าไปอยู่ในระบบของเสริชเอนจิ้นมากไปด้วย ส่งผลให้มีโอกาสที่จะมีคนคลิกเข้ามาที่เว็บของท่านมากขึ้น เปรียบเสมือนมีประตูทางเข้าเว็บเป็นจำนวนมาก (Entry Pages)

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่าในส่วนของหน้าตาสีสันของเว็บ (Design) นั้นควรจะเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน ตรงส่วนนี้ ผมอยากจะแนะนำว่าเราไม่ควรเปลี่ยนเรื่องหน้าตา สีสัน บ่อยๆ เพราะจะทำให้คนจำเว็บเราไม่ได้ หรือ จะทำให้เว็บดูไม่มีเอกลักษณ์ หากเลือกใช้สีใดก็ให้ใช้เป็นระยะยาวเลยครับ  เพราะมันเป็นส่วนที่เกี่ยวกับการจดจำของผู้คนในระยะยาว ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้คนรู้สึกว่าเข้ามาแล้วยังเป็นเว็บเดิม เพราะในอินเตอร์เน็ตแค่พิมพ์ผิดตัวเดียวก็อาจไปคนละเว็บแล้ว  แต่ในส่วนของเนื้อหาของเว็บ ให้พยายามปรับเปลี่ยนไปสอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เว็บของท่าน มีชีวิตชีวาพร้อมที่จะโลดแล่นไปในโลกออนไลน์ได้อย่างไม่น้อยหน้าใครแล้วล่ะครับ

เราคงต้องอวยพรกันแปลกๆสักหน่อยนะครับคราวนี้
"ขอให้เว็บของท่านทำไม่เสร็จสักทีนะครับ"

ทรงยศ คันธมานนท์
ReadyPlanet.com

ระวังอีเมลหลอกลวง Phishing

ปัจจุบัน แม้ว่าการใช้อินเตอร์เน็ตจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนมากมาย แต่ในอีกด้านหนึ่งที่เป็นปัญหาคือ เรื่องภัยอันตรายที่เกิดจากผู้ที่เป็นอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่พยายามจะใช้เทคนิคในการหลอกลวง เพื่อทำลายหรือโกงทรัพย์สินก็มีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งปัญหาที่ที่พบบ่อยและอันตรายที่มากับอีเมลอันหนึ่งก็คือ อีเมลหลอกลวงประเภท Phishing ซึ่งเรามารู้จักกับความหมายของมันตามคำอธิบายต่อไปนี้ ฟิชชิง (phishing) คือรูปแบบการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต 
โดยการหลอกขอข้อมูลที่สำคัญของผู้อื่น เช่น พาสเวิร์ด หรือ หมายเลขบัตรเครดิต โดยการส่งข้อความผ่านทางอีเมล หรือเมสเซนเจอร์ ตัวอย่างของการฟิชชิง เช่น การบอกแก่ผู้รับปลายทางว่าทาง บริษัท หรือธนาคาร ได้ซ่อมแซมระบบคอมพิวเตอร์ กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบและใส่ข้อมูลที่สำคัญใหม่ โดยเว็บไซต์ที่ล็อกอิน มักจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับเว็บของบริษัทหรือธนาคารนั้น คำว่า ฟิชชิง (phishing) มาจากคำว่า ฟิชชิง (fishing) ที่แปลว่าการตกปลา ซึ่งมีความหมายถึง การปล่อยให้ ปลามากินเหยื่อที่ล่อไว้

วิธีที่นิยมทำของอาชญกรกลุ่มนี้ก็คือ พวกนี้จะทำการเข้าไป Hack server ของเว็บที่มีรูโหว่แล้วเข้าไปสร้างหน้าเว็บ ฝังตัวไว้ในพื้นที่เว็บโดยเจ้าของเว็บเดิมไม่ทราบ ที่หน้าแรกของเว็บไซต์เจ้าของจริง ก็จะไม่มีลิ้งค์ที่จะสามารถคลิกไปหน้าหลอกลวงได้ หน้าเว็บที่สร้างหลอกขึ้นมานั้นจะพยายามออกแบบให้เหมือนกับ 
เว็บไซต์ชื่อดังที่ต้องการจะใช้เป็นตัวหลอกผู้อื่น เช่นออกแบบให้เหมือนหน้า login ของ Ebay หรือของ ธนาคาร CITIBANK ซึ่งหากดูผิวเผินแล้วคนที่เข้าไปคิดว่าเป็นของ Ebay หรือ CITIBANK จริงๆ

ต่อจากนั้นผู้ร้ายกลุ่มนี้ก็จะทำการส่งอีเมลสแปมไปตามอีเมลแอดเดรสต่างๆ ที่รวบรวมมาหรือซื้อแบบผิดกฎหมายมา โดยข้อความในอีเมลจะเป็นในลักษณะที่แจ้งปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานระบบ โดยจะขอให้ผู้รับอีเมลคลิกเข้าไป login ที่หน้าเว็บหลอกที่สร้างแอบไว้แล้ว  แล้วแจ้งให้ผู้ถูกหลอกแก้ไขข้อมูลต่างๆเช่น ข้อมูลบัตรเครดิต  หลังจากนั้นก็นำข้อมูลเหล่านั้นไปหาประโยชน์ต่อ

โดยที่บริษัท Ebayหรือ CITIBANK ไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด ข้อสังเกตเพื่อระวังเหตการณ์นี้คือ เวลาคลิกเข้าไปหน้าเว็บจากอีเมล์ที่ได้รับแล้ว ให้สังเกตตรงช่อง Address  ว่าชื่อ เว็บไซต์ที่อยู่บนช่องนั้น เป็นเว็บที่ถูกต้องจริงๆ เช่นถ้าเป็น Ebay ชื่อเว็บก็ต้องเป็นเช่น  https://signin.ebay.com/abcdef... ไม่ใช่ 63.30.25.9/sep.a.b.signin.ebay.com/abcdef
สามารถติดตามข้อมูลของอีเมล์ Phishing ได้ที่ http://www.antiphishing.org/

โปรดระวังและสังเกตกันให้ดีนะครับ

ทรงยศ คันธมานนท์
ReadyPlanet.com

Thursday, December 08, 2011

ความรักทำให้คนตาบอด ?

พอดีไปอ่านเจอแล้วชอบ เลยนำมาแปลและแบ่งปันครับ....

กาลครั้งหนึ่งมีหญิงสาวตาบอดผู้เกลียดชังตัวเองเพราะความตาบอดของเธอ. เธอเกลียดทุกคนยกเว้น ชายหนุ่มที่เป็นคู่รักของเธอ เขาพยายามดูแลเธอเป็นอย่างดี เธอบอกกับเขาว่าถ้าเธอสามารถมองเห็นโลกนี้ได้ เธอจะแต่งงานกับเขา

วันหนึ่ง มีคนบริจาคดวงตาคู่หนึ่งให้กับเธอ จากนั้นเธอก็สามารถมองเห็นได้ทุกสิ่ง รวมทั้งแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งเขาได้ถามเธอว่า "ตอนนี้ คุณได้มองเห็นโลกใบนี้แล้ว คุณจะแต่งงานกับผมมั๊ย ?"

หญิงสาวช็อคด้วยความตกใจ เมื่อเธอเห็นแฟนหนุ่มของเธอก็ตาบอดเหมือนกัน และหญิงสาวก็ปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเขา

ชายหนุ่มเดินจากไปด้วยน้ำตา

ต่อมาเขาได้ส่งจดหมายมาให้เธอด้วยข้อความ "ลาก่อนที่รัก ฝากดูแลดวงตาของผมด้วย"



source: http://academictips.org/blogs/moral-tale-the-story-of-a-blind-girl/

Friday, December 02, 2011

รองเท้าของท่านมหาตมะคานธี

วันหนึ่ง ขณะที่ท่านมหาตมะคานธี กำลังเร่งรีบก้าวขึ้นรถไฟขบวนหนึ่งที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากชานชลา หลังจากขึ้นรถไฟมาได้ ปรากฎว่ารองเท้าของท่านข้างหนึ่งหลุดและหล่นลงไปบนรางรถไฟ 

ทันใดนั้น ขณะที่รถไฟกำลังเคลื่อนห่างออกไป สิ่งที่น่าประหลาดใจของคนรอบข้างก็เกิดขึ้น เมื่อเห็นท่านถอดรองเท้าอีกข้างหนึ่ง แล้วขว้างลงไปในบริเวณใกล้ๆกับรองเท้าข้างแรกที่ตกลงไป

ผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์ ถามขึ้นว่าท่านทำอย่างนั้นทำไม ? 
ท่านคานธีตอบว่า "ใครก็ตามที่พบรองเท้านี้ เขาจะได้มีครบทั้งสองข้างเพื่อใช้งาน"

Sunday, September 18, 2011

ไอศครีมซันเดย์

ถ้าผมมีโอกาสอ่านเจอเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้เราได้คิด ก็จะขอนำมาแบ่งปัน เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจ ซึ่งเรื่องเดิมมีเค้าโครงเป็นภาษาอังกฤษ มีปรากฎอยู่ในเว็บไซต์แนว Inspirational Story หลายแห่ง  ผมจึงขออนุญาตนำแปลและดัดแปลงเป็นภาษาไทยเพื่อประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่ถนัดอ่านเป็นภาษาไทย

อเมริกา ในยุคที่ไอศครีมซันเดย์ยังมีราคาไม่แพงเท่าทุกวันนี้ เด็กชายวัย 10 ขวบ เดินเข้าไปยังคอฟฟีช็อปของโรงแรมแห่งหนึ่งเพียงลำพัง หลังจากได้โต๊ะนั่ง บริกรหญิงเดินเข้ามาพร้อมกับวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ

"ไอศครีมซันเดย์ราคาถ้วยละเท่าไหร่ครับ" เด็กชายกล่าว
" 50 เซนต์ " บริกรหญิงบอก
เด็กน้อยล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเศษเหรียญแบบต่างๆมานับ

"เอ่อ แล้วไอศครีมธรรมดาไม่ใส่เครื่องถ้วยละเท่าไหร่ครับ"  เด็กชายถามอีกครั้ง
ระหว่างนั้น ลูกค้าเริ่มทยอยเข้าร้านและกำลังรอโต๊ะว่าง บริกรหญิงคนนั้นเริ่มมีสีหน้าหมดความอดทน
" 35 เซนต์" เธอตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

เด็กน้อยนับเหรียญที่มีอยู่อีกครั้ง "งั้นผมขอสั่งไอศครีมธรรมดาถ้วยนึงครับ"

ไม่นานบริกรหญิงก็มาเสริฟไอศครีม วางบิลไว้ที่โต๊ะ แล้วเดินจากไป
เด็กชายทานไอศครีมเสร็จ เดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์แล้วออกจากร้านไป

ต่อมา ขณะบริกรหญิงคนเดิมกลับมาทำความสะอาดโต๊ะ เธอถึงกับน้ำตาไหล ร้องไห้กับสิ่งที่พบ
ข้างๆถ้วยไอศครีมที่ทานหมดแล้ว มีเศษเหรียญที่รวมเป็นเงิน 15 เซนต์ วางอยู่

เด็กน้อยไม่สั่งไอศครีมซันเดย์ เพราะเขาอยากจะเหลือเงินทิปให้กับเธอ
(ผู้แต่ง: Anonymous)

Monday, September 12, 2011

กฎของเมอร์ฟีย์ สำหรับนักเดินทาง

 กฎของเมอร์ฟีย์ สำหรับนักเดินทาง

1.ไม่มีไฟล์ทไหนออกเดินทางตามเวลาที่กำหนด เว้นแต่วันที่คุณกำลังจะไปถึงสนามบินช้า และกำลังวิ่งกระหืดกระหอบไปให้ทันเครื่อง

2.ถ้าคุณกำลังจะไปถึงสนามบินสาย เครื่องบินจะจอด ณ ประตูที่ไกลที่สุด

3.ถ้าคุณไปถึงสนามบินก่อนเวลามาก วันนั้นเครื่องจะดีเลย์

4.ไม่เคยมีไฟล์ทไหนออกเดินทางจาก Gate #1 ไม่ว่าจะเป็นที่อาคารผู้โดยสารใดในโลก

5.ถ้าคุณต้องทำงานบนเครื่อง ไฟล์ทนั้นอากาศจะแปรปรวนและเครื่องจะผ่านหลุมอากาศทันทีที่คุณเริ่มจะจรดปากกา

6.ถ้าคุณได้ที่นั่งตรงกลาง คุณจะสามารถรู้ได้เสมอว่าใครนั่งริมทางเดินและใครนั่งริมหน้าต่าง, ขณะนั่งรอขึ้นเครื่องลองสังเกตหาคนตัวใหญ่ที่สุด 2 คน

7.เฉพาะผู้โดยสารที่นั่งริมหน้าต่างที่จะลุกไปห้องน้ำ

8.เด็กทารกที่กำลังร้องไห้มักจะอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของคุณเสมอ

9.หากที่ว่างสำหรับเก็บสัมภาระเหลือน้อย จำนวนสัมภาระที่ผู้โดยสารจะนำขึ้นเครื่องก็จะมาก

10.สาวสวยเซ็กซี่หน้าตาดีบนเครื่องจะไม่เคยได้ที่นั่งติดกับคุณ

Tuesday, June 28, 2011

Rachel Getting Married เสียดายถ้าไม่ได้ดู



เมื่อคืนดูหนังเรื่องนี้ เปิดไปได้ 5 นาที เริ่มเรื่องดูน่าเบื่อจนเกือบจะเปลี่ยนแผ่นดูเรื่องอื่นแล้ว  แต่เผอิญหนังที่ซื้อมาเรื่องอื่นดูไปหมดแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย จึงต้องดูต่อไป จนอีกไม่นานกลับพบว่า หนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดา..เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจ

Rachel Getting Married เป็นหนังดราม่านอกกระแส ลงทุนต่ำ ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง ราวกับมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ  ผู้สร้างและผู้เขียนบทเหมือนจะรู้ขอบเขตที่จะไม่ทำให้หนังสนุกจนผู้ชมจะสังเกตได้ถึงความตั้งใจ เราจะรู้สึกเหมือนเผอิญถูกดึงเข้าไปอยู่ท่ามกลางเรื่องราวของความขัดแย้ง ของสมาชิกในครอบครัวชนชั้นกลางอมริกัน ผ่านงานแต่งงานของลูกสาวคนโต  ที่ท้ายที่สุดแล้ว เราจะพบว่าพวกเขารักกัน

Tuesday, February 15, 2011

ข้าวมันไก่ไม่เอาหนัง

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบทานข้าวมันไก่ ถ้าไม่ติดว่า เคยมีคนที่รู้จักเป็นโรคเกาท์ ร้านเจ้าประจำคงมอบบัตรสมาชิกข้าวมันไก่ระดับแพลทตินั่มไปแล้ว แต่ทุกครั้งเวลาไปนั่งที่ร้าน เวลาสั่ง ผมจะชอบเหมือนสาวๆ ทั้งสวยและไม่สวยหลายๆคนคือ ข้าวมันไก่ไม่เอาหนัง แต่เวลาทาน KFC เนี่ย ถ้าไม่ติดหนังมานะ ร้านนั้นถูกแบล็คลิสต์แน่...

"เฮีย ข้าวมันไก่ไม่เอาหนังจานนึง" ในอดีต ตอนแรกๆ ผมจะสั่งประมาณนี้ ไม่นาน เฮียก็มาเสิร์ฟ ข้าวมันไก่ไม่มีหนัง แต่เฮียดันใส่เลือดและ เครื่องในมาด้วย ... โอ ไม่นะ.. ผมก็ไม่ชอบทานเลือดและเครื่องในด้วย เพราะเหมือนเคยดูสารคดี หรืออ่านมาจากฟอร์เวิร์ดเมลจากเพื่อนที่หวังดี ชอบส่งอะไรๆมาให้ว่า เลือดสัตว์นั้นส่วนใหญ่ไม่สะอาด มีสารพิษเยอะ แล้วก็เครื่องในไก่ ตับไตไส้พุงนั่นล่ะ เกาท์ตัวพ่อเลย

เอ้า.. เป็นการแก้เกม ครั้งต่อๆมา เวลาสั่งผมจะใช้ชุดคำสั่งใหม่

"เฮีย ข้าวมันไก่ไม่เอาหนัง ไม่เอาเลือด ไม่เอาเครื่องใน จานนึง"

นึกในใจยาวจริงๆ และถ้าไม่กลัวเฮียด่า อยากจะระบุด้วยว่า เอาแต่เนื้อหน้าอก เพราะผมไม่ชอบเนื้อน่อง  แต่ เอาละ.. แค่นี้ก็รู้สึกว่าลำบากพอแล้ว..

บิงโก.. เฮียก็มาเสริฟ ข้าวมันไก่ไม่มีหนัง ไม่ใส่เลือด ไม่ใส่เครื่องใน ตามวัตถุประสงค์แป๊ะ แต่ดันไม่ใส่แตงกวามาด้วย ฮ่า ช่างเถอะ รับได้.. และ ทุกครั้งผมก็ต้องสั่งประมาณนี้ ถ้ามีครั้งไหน ลืมระบุไม่เอาเลือด เฮียก็มักจะใส่เลือดมาด้วย ทำเอาผมก็ต้องกลับมาสั่งแบบเต็มยศอีกในครั้งต่อไป และเรื่องราวก็ดำเนินไปประมาณนี้มาตลอด นานนับปี...


เช้านี้ 16 กุมภาพันธ์ 2011 หลังฝนหลงฤดูกระหน่ำไปเมื่อวาน สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้น ผมก็แวะทานข้าวมันไก่ร้านคู่ใจตามปกติ หลังจากนั่งลงที่โต๊ะ พร้อมกับไทยรัฐเยินๆส่วนที่ไม่ใช่หน้ากีฬาวางอยู่ ผมก็ออกคำสั่งให้กับเฮียที่กำลังถือมีดยืนยิ้มรอรับคำสั่ง "ข้าวมันไก่ ไม่เอาหนัง ไม่เอาเลือด ไม่เอาเครื่องใน จานนึงครับ" เรียบร้อย.. หลังจากนั้นไม่นาน  ข้าวมันไก่ที่ถูกต้องตามสเปค ก็มาปรากฎที่โต๊ะ

ขณะที่ผมทานไปอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมๆกับนั่งคิดอะไรไปเพลินๆ พลันก็ได้ยินเสียงจากลูกค้าท่านหนึ่ง ที่เมื่อหันไปดู เป็นผู้ชายมาพร้อมกับสาวไม่แน่ใจสวยหรือเปล่าเพราะนั่งหันหลังให้อยู่โต๊ะถัดไป ชายคนนั้นออกคำสั่ง..

"เฮีย ข้าวมันไก่ เนื้อล้วน"........

ความคิดผมสะดุดไป 5 วินาที....... ความรู้สึก 5 วินาทีนั้น ผมรู้่สึกว่าเหมือนผมเป็นจอมยุทธพเนจรที่เชี่ยวกรากคนหนึ่งที่กำลังนั่งดื่มอย่างเดียวดาย ณ โรงเตี๊ยมเก่าๆในนวนิยายของโกวเล้ง แล้วจู่ๆ ก็ค้นพบกับเคล็ดวิชาขั้นสูงโดยบังเอิญอย่างไม่คาดคิดจากกริยาของจอมยุทธนิรนามที่นั่งจิบสุราเคล้านารี ณ โต๊ะถัดไป

"ข้าวมันไก่ เนื้อล้วน" ..สุดยอด...

เหมือนผมน่าจะหยิกตัวเองซักหน่อย แต่ก็ไม่ 55..

ผมจ่ายตังค์เฮียเจ้าของร้าน แล้วเดินกลับไปที่รถ พร้อมรอยยิ้มและนึกในใจ

"เฮีย ..คอยดู.. ครั้งต่อไป..นวัตกรรมใหม่ อุบัติแล้ว ฮ่าๆ"

ทรงยศ